เช่าโรงงานและโกดัง ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? พร้อมตอบชัด ค่าเช่า มี VAT มั้ย ?

เช่าโรงงานและโกดัง ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? พร้อมตอบชัด ค่าเช่า มี VAT มั้ย?

ค่าเช่า มี VAT มั้ย ? เป็นคำถามที่เจ้าของธุรกิจและฝ่ายบัญชีมักพบเมื่อเริ่มมองหาโรงงานหรือโกดังสินค้าเพื่อเช่าดำเนินกิจการ หลายคนเปรียบเทียบค่าเช่าจากตัวเลขที่ผู้ให้เช่าเสนอ แต่กลับมาพบภายหลังว่ายังมีภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติม ทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าที่วางแผนไว้ โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังขยายคลังสินค้า เพิ่มพื้นที่จัดเก็บ หรือย้ายฐานการผลิต การทำความเข้าใจว่าค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ รวมถึงมีภาระภาษีใดที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าบ้าง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนงบประมาณและการบริหารต้นทุนในระยะยาว

บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ VAT ของค่าเช่าโรงงานและโกดังสินค้า พร้อมสรุปข้อควรรู้ทางภาษีที่ผู้เช่าและผู้ให้เช่าควรเข้าใจ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดด้านภาษีในอนาคต

ภาษีสำคัญที่ควรรู้ ก่อนเช่าโรงงานและโกดังคลังสินค้า

ภาพประกอบบทความแสดงพื้นที่โรงงานและโกดังคลังสินค้าสำหรับเช่า พร้อมหัวข้อภาษีสำคัญที่ควรรู้ก่อนเช่าโรงงาน โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ค่าเช่า มี VAT มั้ย และข้อควรพิจารณาด้านภาษีสำหรับธุรกิจ

การเช่าโรงงานและโกดังคลังสินค้า มีภาษีที่เกี่ยวข้องมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้ประกอบการมักสงสัยอย่าง “ค่าเช่า มี VAT มั้ย” และภาระภาษีอื่น ๆ ที่ควรรู้ก่อนทำสัญญาเช่าดังนี้

1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ผู้เช่าต้องดำเนินการ

สำหรับธุรกิจที่มีการเช่าโรงงาน อาคาร หรือคลังสินค้า ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าที่ชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์สิน พร้อมทั้งออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับผู้ให้เช่าทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน โดยอัตราภาษีที่ต้องหักสำหรับค่าเช่าจะอยู่ที่ 5% ของยอดค่าเช่า และต้องนำส่งภาษีดังกล่าวต่อกรมสรรพากรภายใน 7 วันนับจากสิ้นเดือนที่มีการจ่ายเงิน

ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในลักษณะของค่าบริการเพิ่มเติม เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าดูแลรักษาพื้นที่ หรือค่าบำรุงรักษาทรัพย์สินที่เช่า จะถือเป็นรายได้จากการให้บริการ ซึ่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% โดยเป็นอัตราที่แตกต่างจากการหักภาษีของค่าเช่าโดยตรง ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบประเภทของค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องก่อนดำเนินการหักภาษีเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

อินโฟกราฟิกตอบคำถาม ค่าเช่า มี VAT มั้ย พร้อมตัวอย่างการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% และยอดชำระสุทธิสำหรับการเช่าโกดังคลังสินค้าและโรงงาน

ตัวอย่างการคำนวณค่าเช่าและค่าบริการ พร้อมภาษีที่เกี่ยวข้อง

(ตัวอย่างที่ 1) กรณีมีเฉพาะค่าเช่า

บริษัท XYZ เช่าคลังสินค้าเพื่อใช้เก็บสินค้า โดยตกลงค่าเช่าเดือนละ 150,000 บาท

ตามหลักเกณฑ์ภาษี ผู้เช่าจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าในอัตรา 5%

คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย

150,000 × 5% = 7,500 บาท

ผู้เช่าต้องนำเงินภาษีจำนวน 7,500 บาท ส่งกรมสรรพากร และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่า

ดังนั้น ผู้ให้เช่าจะได้รับเงินสุทธิ

150,000 – 7,500 = 142,500 บาท


(ตัวอย่างที่ 2) กรณีมีทั้งค่าเช่าและค่าบริการ

สมมติว่า บริษัท XYZ เช่าคลังสินค้าในอัตรา 150,000 บาทต่อเดือน และมีค่าบริการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมอีก 30,000 บาทต่อเดือน

ส่วนของค่าเช่า

ค่าเช่า 75,000 บาท

หักภาษี ณ ที่จ่าย 5%

150,000 × 5% = 7,500 บาท

ยอดจ่ายสุทธิ

150,000 – 7,500 = 142,500 บาท


ส่วนที่ 2 ของค่าบริการ

ค่าบริการรักษาความปลอดภัย 30,000 บาท

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

30,000 × 3% = 900 บาท

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

30,000 × 7% = 2,100 บาท

ยอดชำระสุทธิ

30,000 – 900 + 2,100 = 31,200 บาท

สรุปยอดชำระ

รายการ  จำนวนเงิน
ค่าเช่าสุทธิ 142,500 บาท
ค่าบริการสุทธิ (รวม VAT) 31,200 บาท
รวมยอดชำระทั้งสิ้น 173,700 บาท

2. ค่าเช่าโรงงานและโกดัง ต้องเสีย VAT หรือไม่

ภาพอินโฟกราฟิกคำถามยอดนิยม ค่าเช่า มี VAT มั้ย สำหรับการเช่าโรงงานและโกดังสินค้า โดยมีภาพอาคารคลังสินค้า ตัวอักษร VAT และเอกสารคำนวณภาษีประกอบ

รายได้ที่เกิดจากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้า ถือเป็นรายรับที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมายภาษีอากร ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงไม่ต้องนำค่าเช่าดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม หากนอกเหนือจากค่าเช่าแล้ว ผู้ให้เช่ายังมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานทรัพย์สิน เช่น ค่าบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลาง ค่าดูแลรักษาอาคาร ค่าบริการด้านสาธารณูปโภค หรือค่าบริการอื่น ๆ ที่แยกต่างหากจากค่าเช่า รายได้ในส่วนนี้อาจถูกจัดเป็นรายได้จากการให้บริการ ซึ่งอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในกรณีที่ผู้ให้เช่ามีรายรับจากกิจการที่ต้องเสีย VAT รวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร และต้องเรียกเก็บ VAT จากค่าบริการดังกล่าวในอัตรา 7% ตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าบริการที่เรียกเก็บเพิ่มเติม สามารถใช้หลักเกณฑ์การคำนวณเดียวกับการให้บริการทั่วไป โดยนำมูลค่าค่าบริการมาเป็นฐานในการคำนวณ VAT ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดในปัจจุบัน (ตามตัวอย่างที่ 2)

3. อากรแสตมป์ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่า

สำหรับการทำสัญญาเช่าโรงงานหรือเช่าโกดังคลังสินค้า หนึ่งในประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือการชำระอากรแสตมป์ เนื่องจากสัญญาเช่าประเภทดังกล่าวต้องมีการเสียอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เอกสารมีความสมบูรณ์และสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าจะคำนวณจากมูลค่าค่าเช่าตลอดอายุสัญญา ในอัตรา 0.1% ของค่าเช่ารวมทั้งหมด โดยคู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้

ตัวอย่างเช่น บริษัท B เช่าโกดังคลังสินค้าเพื่อใช้เก็บสินค้า โดยมีค่าเช่าเดือนละ 150,000 บาท และกำหนดระยะเวลาเช่าไว้ 5 ปี

การคำนวณค่าเช่ารวมตลอดสัญญา มีดังนี้

150,000 บาท × 12 เดือน × 5 ปี = 9,000,000 บาท

จากนั้นนำมูลค่าค่าเช่ารวมมาคำนวณอากรแสตมป์ในอัตรา 0.1%

9,000,000 บาท × 0.1% = 9,000 บาท

ดังนั้น สัญญาเช่าฉบับนี้จะมีภาระอากรแสตมป์ทั้งสิ้น 9,000 บาท ซึ่งควรดำเนินการชำระให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และควรกำหนดความรับผิดชอบระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าไว้ในสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

 

4. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใครเป็นผู้รับผิดชอบ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เริ่มใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ เพื่อจัดเก็บภาษีจากผู้ถือครองที่ดินและอาคารตามประเภทการใช้งานของทรัพย์สิน โดยในช่วง 2 ปีแรกของการบังคับใช้ (พ.ศ. 2563–2564) อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตรหรือเป็นที่อยู่อาศัย จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

ทรัพย์สินที่เข้าข่าย ได้แก่ อาคารสำนักงาน ร้านค้า ศูนย์การค้า โรงงาน โกดังสินค้า คลังจัดเก็บสินค้า รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เพื่อดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ โดยอัตราภาษีจะคำนวณตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้

 
มูลค่าทรัพย์สิน อัตราภาษี
ไม่เกิน 50 ล้านบาท 0.30%
มากกว่า 50 ล้านบาท ถึง 200 ล้านบาท 0.40%
มากกว่า 200 ล้านบาท ถึง 1,000 ล้านบาท 0.50%
มากกว่า 1,000 ล้านบาท ถึง 5,000 ล้านบาท 0.60%
มากกว่า 5,000 ล้านบาท 0.70%

เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านต้นทุนและการวางแผนภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผู้ประกอบการควรติดตามข้อมูลและทำความเข้าใจกฎหมายฉบับนี้ให้รอบด้าน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ใช้ประโยชน์จากโรงงานและโกดังสินค้า สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับโรงงานและโกดังสินค้า ผู้ประกอบการต้องรู้อะไรบ้าง? ที่เราได้สรุปข้อมูลสำคัญและแนวทางเตรียมตัวไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

 

ทำไมธุรกิจยุคใหม่จึงนิยมเช่าโรงงานและคลังสินค้า

  • ลดภาระด้านเงินลงทุน : การเช่าโรงงานหรือโกดังช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากการก่อสร้าง ทำให้มีเงินทุนเหลือสำหรับพัฒนาธุรกิจในด้านอื่น
  • ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามการเติบโตของธุรกิจ : สามารถปรับเปลี่ยนขนาดพื้นที่หรือย้ายทำเลได้สะดวก รองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการดูแลอาคาร : ผู้เช่าอาจไม่ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมแซมโครงสร้างหลักของอาคาร ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
  •  เริ่มดำเนินธุรกิจได้รวดเร็ว : โรงงานและคลังสินค้าที่พร้อมใช้งานช่วยให้เริ่มดำเนินงานได้รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลารอก่อสร้าง
 

ก่อนตัดสินใจลงทุนด้านพื้นที่จัดเก็บสินค้า ควรเปรียบเทียบทั้งต้นทุน ความยืดหยุ่น และโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต มาดู ข้อดี–ข้อจำกัดของการสร้างโกดังเองเทียบกับการเช่าคลังสินค้า เพื่อช่วยให้คุณเลือกแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจมากที่สุด

 
 

โกดังเก็บของ เก็บสินค้า ให้เช่าในราคาถูก ราคารวมภาษีทุกอย่าง ทำให้สามารถลดต้นทุนของลูกค้าได้
ที่สำคัญโกดังให้เช่า ตั้งอยู่ในทำเลทอง

หรือสนใจสอบถาม 

Hotline : 089-768-5205 / 063-829-6219  Telephone : 0-2394-5409

LINE ID : @bkkwarehouse
https://lin.ee/5CuTpWq

 
 

บทความแนะนำ